... ...
... ...
Showing posts with label Social News. Show all posts
Showing posts with label Social News. Show all posts

Friday, July 10, 2015

บอนคาเฟ่แจง หลังลูกค้าดราม่าเจอชาร์ตค่านั่งคุยชั่วโมงละพันบาท

10 ก.ค. 58 13.57 น
บอนคาเฟ่แจง หลังลูกค้าดราม่าเจอชาร์ตค่านั่งคุยชั่วโมงละพันบาท
นำเสนอข่าวโดยทีมงาน http://news.sanook.com/1827466/
แจงเป็นกฎของร้าน เผยใจเขาใจเราอยากให้เข้าใจ หลังลูกค้าดราม่าถูกชาร์ตค่านั่งคุย 2,000 บาท
จากกรณีในโลกออนไลน์ได้มีการแชร์ข้อมูลลงบนเฟซบุ๊คและมีการนำข้อความมาเผยแพร่ โดยข้อความดังกล่าวได้ระบุว่า
"เรียนพี่ๆ น้อง ๆ ครับ เมื่อวานผมเดินทางเข้า กทม. เพื่อทำธุระมีเวลาว่างเลยแวะทานกาแฟที่ Bon Cafe สาขาหน้าไทยประกันชีวิต ถนนรัชาดภิเษก (มีคุยธุระเป็นปกติของคนทานกาแฟ) นั่งทานทั้งหมด 4 คน นั่งอยู่ได้ประมาณ ชม.กว่าๆ จึงเรียกพนง.มาเก็บเงิน หลังจากนั้น พนักงานแจ้งว่ามีคุยธุระการงาน ขอเรียกเก็บเงินค่าคุยธุระ ชม.ละ 1000 บ. รวมสอง ชม. คิดค่านั่งในร้านเพิ่มอีก 2000 บาท เป็นเงินค่านั่งคุยธุระการงานในร้าน" 
"ผมควรทำอย่างไรดี ครับพี่ ๆ น้องๆ
"กินกาแฟยุคนี้มีค่านั่งคุยด้วย เดี๋ยวผมจะส่งบิลให้ดูนะครับ เงินส่วนที่เก็บเพิ่มเค้าเรียกว่า open food ครับ
"เค้าไม่ได้ติดไว้ที่หน้าร้านแต่ทำเป็นกระดาษแผ่นเล็กมากๆ วางไว้บนโต๊ะ ซึ่งถ้าไม่สังเกตให้ดีจะมองไม่เห็นเลยครับ เพราะบนโต๊ะมีอุปกรณ์ต่างๆ วางอยู่ จนบังไม่เห็นกระดาษเล็กๆ แผ่นนี้"
ซึ่งหลังจากที่ข้อความได้ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์ ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย มีทั้งมุมที่เห็นด้วยกับทางร้านในนโยบายนี้ลูกค้าต้องเปิดโอกาสให้ลูกค้าท่านอื่นด้วยและเห็นใจเจ้าของร้านหากนั่งนานจะทำให้เขาสูญเสียโอกาส แต่ในบางมุมได้มองว่าหากเป็นกฎของร้านควรจะต้องแจ้งให้เกิดความชัดเจน
ประเด็นดังกล่าวนี้เองทีมข่าว Sanook! News ได้ลงพื้นที่ทำการสำรวจบรรยากาศภายในร้านบอนคาเฟ่ สาขาใต้ตึกเมืองไทยภัทรคอมเพล็กซ์ ถ.รัชดาภิเษก ซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุ ปรากฎว่ายังมีลูกค้าเข้ามานั่งรับประทานอาหารเหมือนเช่นเคย  และทีมข่าวได้พบกับ คุณภาวิณี เขตพนาสัณฑ์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท บอนคาเฟ่ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ชี้แจงถึงประเด็นที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ในขณะนี้
(คุณภาวิณี เขตพนาสัณฑ์ ผู้จัดการทั่วไป)
"นโยบายของร้านมีนานแล้ว ร้านอาหารมีแค่ 2 ที่คือที่รัชดาและพัทยาเท่านั้น สาเหตุที่ต้องกำหนดนโยบายนี้เพราะร้านเจอลูกค้าแบบนี้บ่อย เราจึงต้องมีการมาตรการขึ้นมา เท่าที่สังเกตร้านอาหารอื่นๆ เขาก็มีนโยบายเช่นเดียวกันกับของบอนคาเฟ่ มีการติดป้ายแบบนี้ เราจึงนำมาประยุกต์ใช้กับของเราบ้าง"
"ก่อนหน้าที่จะเหตุการณ์ขึ้นลูกค้าไม่มีการถามก่อน เพราะถ้าลูกค้าอ่านข้อความแล้วคงทำความเข้าใจได้ง่าย แต่หลังจากที่มีการโพสต์ข้อความดังกล่าวเกิดขึ้นลูกค้าท่านอื่นจะถามกันเยอะมาก มีการโทรมาถามว่าถ้าจะทานอาหารที่ร้านเราและนัดเพื่อนไว้หากเกิน 1 ชั่วโมง จะมีการคิดเงินในส่วนนี้หรือไม่ เราต้องชี้แจงก่อนเลยว่าทางร้านไม่ได้เก็บเงินในส่วนนี้แต่อย่างใด เราเข้าใจว่าการทานอาหารมันมีระยะเวลา คงไม่มีใครลากยาวไปถึง 4 ชั่วโมง"
"การนั่งทานอาหารในแต่ละกรณีเราสามารถเข้าใจกันได้ พฤติกรรมการนั่งของลูกค้าเราสามารถสังเกตได้ ถ้าไม่มีวัตถุประสงค์มานั่งในร้านแบบคุยธุรกิจค้าขาย ทางร้านไม่คิดค่าบริการส่วนนี้"
"และในประเด็นที่อยู่ในโลกออนไลน์ลูกค้าได้พกแลปทอปมาเปิดและมีการนั่งพูดคุยประชุมกันและสั่งเครื่องดื่มเป็นเงินตามบิลประมาณ 260 บาท ตามที่ลูกค้าท่านนั้นได้โพสต์ ระยะเวลานั่งประมาณ 4 ชั่วโมง ซึ่งหากร้านอาหารเจอแบบนี้เราคงอยู่ไม่ได้เหมือนกัน เสียโอกาสลูกค้าท่านอื่นๆ ด้วย"
"เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำไมทางร้านจึงได้คิดค่าบริการนี้ เพราะทางร้านมองว่าลูกค้ามาประมาณไหน ต้องการอะไร และที่ทางร้านไม่ได้เดินมาบอกกล่าวเพราะเป็นมารยาทของร้านด้วย แต่เรามีป้ายบอกไว้บนโต๊ะแล้ว"
"ตอนนี้มีคนติว่ามันอาจจะเล็กไป แต่เรามองว่ามันสมเหตุสมผลไม่ได้เล็กและไม่ได้ใหญ่จนเกินไป แต่ต่อจากนี้ทางร้านจะแก้ไขในส่วนของประโยคคือจะตัดคำว่า "ชั่วโมงละ 1000 บาท" ออกไป"
"ยืนยันว่าที่ผ่านมามีลูกค้าหลายท่านที่โดนแบบนี้ แต่ทางร้านไม่เคยเก็บค่าบริการส่วนเกินเลยแม้แต่คนเดียว คือทางร้านจะทราบอยู่แล้วลูกค้าจะต้องสอบถามแน่นอนว่านี่คือค่าอะไร และเราจะแจกแจงว่านี่คือค่าชาร์ตชั่วโมงที่มีการนั่งคุยในลักษณะของการประชุมงาน ซึงทางร้านมีป้ายบอกกล่าวไว้แล้วแต่ลูกค้าได้ทำการฝ่าฝืน แต่เราไม่ได้เก็บจริง เป็นเพียงขอความร่วมมือครั้งต่อไปกับลูกค้า"
"อยากให้ลูกค้าเข้าใจด้วย ใจเขาใจเรา หากบางร้านมีโต๊ะบริการเพียง 5 โต๊ะแต่มีลูกค้าที่ใช้บริการนานเกินสมควรและสั่งเพียงเมนูเดียว ร้านเขาคงเสียโอกาสและอยู่ไม่ได้แน่นอน"
"เสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ยืนยันว่าป้ายจะยังคงอยู่ต่อไป แต่ทางร้านจะปรับประโยคที่สื่อสารออกไปเท่านั้นจะไม่เป็นกดดันลูกค้ามากเกินไป"


Thursday, July 9, 2015

แตกตื่น!แห่ขุดพระกรุบนเขาคีรีวงศ์


เมื่อวันที่ 9 ก.ค.ประชาชนมาจากทั่วสารทิศแตกตื่นแห่ขึ้นมาบนยอดเขาคีรีวงศ์ อ.เมือง จ.นครสวรรค์ เพื่อขุดหาพระกรุแตกที่นายไฟโรจน์ ทับไทย อาชีพพนักงานขับรถเทศบาลนครนครสวรรค์ ได้ขับรถมาหาหลวงตาเพื่อหาพื้นที่ขุดบ่อปลาแล้วเอารถกองช่างขุดดินแล้วพบเจอพระกรุแตกจำนวนมา หลังจากทราบมากันขึ้นเขาขุดหาพระกรุ ซึ่งแต่ละรายสามารถขุดได้พระกรุสภาพเก่า มีทั้ง พระพิมพ์แบบพระร่วง ลูกแก้วสารพัดนึก พระพิมพ์แบบผงสุพรรณ พระพิมพ์แบบพระรอดลำพูนและพระพิมพ์แบบพระนาคปรก คนละ 4-5 องค์

จากการสอบถามพระลูกวัดคีรีวงศ์ ให้การว่า สมัยก่อนพื้นที่ตรงนี้เป็นภูเขา ได้มีคณะเจ้าภาพผู้มีจิตศรัทธา มาทำบุญจัดสร้างพระยานาค 9 เศียร ตรงที่มีพระพุทธ ประทับอยู่ พอขุดลงไปได้ประมาณ 1.5 เมตร ได้มีผู้พบพระอยู่ใต้ดินและที่สำคัญ มี บ่อน้ำเล็กๆ อยู่ใต้ดินด้วย ทั้งที่ดินส่วนนั้น อยู่บนยอดเขาสูง ในบ่อน้ำเล็กๆนั้น ได้มีชาวบ้านเชื่อว่าเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ตักเท่าไหร่ก็ไม่แห้ง บางคนก็มาตักเอาไปทำน้ำมนต์ ตามความเชื่อของแต่ละบุคคลส่วน อายุ ของพระนั้นยังไม่ทราบได้ ต้องรอการตรวจสอบอีกครั้ง


ขณะที่เซียนพระเมืองนครสวรรค์ ส่วนใหญ่ไม่ได้ให้ความสนใจกับพระกรุนี้ เนื่องจากเชื่อกันว่าในที่บริเวณที่พบพระในครั้งนี้นั้น ไม่น่าจะเป็นที่บรรจุพระมาตั้งแต่ยุคเก่า ประกอบกับพระที่ขุดได้กันนั้นเป็นพระหลายยุคหลายสมัยซึ่งมีความแตกต่างในด้านเนื้อหา พิมพ์ทรงและกาลเวลา จึงไม่เชื่อว่าพระกรุนี้จะเก่าจริง และยังให้ข้อมูลความคิดเห็นเพิ่มเติมว่า เชื่อกันว่าน่าจะเป็นพระที่บรรจุกันไว้ไม่นานนัก อาจจะเป็นในคราวที่มีการสร้างพญานาคผู้ที่มีพระต่างๆก็เลยรวบรวมบรรจุกันไว้ จะเป็นพระเก่า พระใหม่ก็ใส่รวมกันไป จึงได้ขุดพบพระหลายแบบหลายยุคหลายสมัยดังกล่าว
***********************

ที่มา : http://bit.ly/1CqSsN3



Wednesday, July 8, 2015

ไขคดีนศ.สาวช็อกดับ ที่แท้หมอดูวางยาชิงค่าทำพิธี

ไขคดีนศ.สาวช็อกดับ ที่แท้หมอดูวางยาชิงค่าทำพิธี
นำเสนอข่าวโดยทีมงาน Sanook.com
วานนี้ (8 ก.ค.) เจ้าหน้าที่ตำรวจสุราษฎร์ นำตัวนางสาวอัญชลี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดสุราษฎร์ฯ มาทำแผนประกอบคำรับสารภาพ คดีฆาตกรรม น.ส.นันทวรรณ อายุ 21 ปี นักศึกษาชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี หลังพบเสียชีวิตบริเวณซอยถนนดินแดงใกล้สะพานศรีสุราษฎร์ เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2557 ที่ผ่านมา 

โดยตอนที่พบศพ ไม่พบร่องรอยการต่อสู้ มีเพียงผู้เสียชีวิตกับรถจักรยานยนต์ที่จอดอยู่ข้างศพ ยังมีสร้อยคอทองคำแขวนอยู่ที่คอ ส่วนกระเป๋าสะพายของผู้เสียชีวิตหายไป ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ระบุสาเหตุการเสียชีวิตว่า ช็อกจากการทานยาลดความอ้วน ก่อนถูกมิจฉาชีพปลดทรัพย์ ซึ่งไม่ตรงกับผลการชันสูตรศพจากทางโรงพยาบาลที่ระบุว่า เกิดจากปอดบวมน้ำอย่างรุนแรง 
ทั้งนี้ ญาติได้เข้าร้องเรียนเนื่องจากติดใจสาเหตุการตาย หลังจากติดตามคดี 5 เดือน จนในที่สุดเจ้าหน้าที่ก็พบว่า มีหมอดูสาวรายหนึ่งเกี่ยวพันกับผู้ตาย เนื่องจากตัวผู้ตายมีปัญหาชีวิต และเชื่อว่าหมอดูจะช่วยให้ชีวิตดีขึ้น จึงมีการติดต่อกับผู้ต้องหาที่อ้างว่าสามารถทำพิธีสะเดาะห์ให้ชีวิตดีขึ้นได้ก่อนจะพบเป็นศพ 

จากนั้นจึงได้เรียกหมอดูรายนี้มาสอบสวน พบพิรุธและพบพยานหลักฐานหลายอย่าง จนนำไปสู่การออกหมายจับและตามจับกุมคนร้ายรายนี้ได้ที่บ้านเกิด อ.เมือง จังหวัดพิจิตร
ผู้ต้องหารายนี้ให้การสารภาพว่าลงมือกระทำเพียงคนเดียว ซึ่งขณะนั้นอยู่ระหว่างตกงานไม่มีเงิน จึงเปิดรับดูดวง ซึ่ง น.ส.นันทวรรณ ได้เข้ามาใช้บริการจนติดกับและหลอกล่อให้ทำพิธีกรรมสะเดาะห์ด้วยเงินค่าจ้างทำ 5,000 บาท แต่มีค่าวางพานครู โดยออกอุบายว่าให้วางเงินในพานพิธี 20,000 บาท และจะคืนให้ผู้เสียชีวิตหลังจากทำพิธีเสร็จ
พอผู้เสียชีวิตหลงเชื่อจึงได้นัดทำพิธีกับผู้ต้องหา จนนำไปสู่การฆาตกรรมด้วยการหลอกล่อให้ผู้เสียชีวิตดื่มน้ำดื่มผสมยาเบื่อปลาจนเสียชีวิตและชิงเงินทำพิธีหนีไป

ตำรวจนำผู้ต้องหาได้นำไปชี้จุดบ้านเช่าที่เปิดดูดวง จุดที่นัดเจอ น.ส.นันทวรรณ ในวันทำสะเดาะเคราะห์ และจุดสุดท้ายที่พบผู้ตาย โดยผู้ต้องหาให้การว่าได้วางแผนที่จะให้ผู้ตายดื่มน้ำผสมยาเบื่อปลาที่เตรียมไว้ เพื่อให้ผู้เสียชีวิตมีการมึนงง และสลึมสลือ
โดยทั้งสองคนมารถจักรยานยนต์คนละคัน และส่งน้ำให้กันที่บนสะพานศรีสุราษฎร์ฯ จุดนัดทำพิธีจุดแรก เนื่องจากผู้ตายเกิดหิวน้ำ ก่อนจะออกอุบายให้เดินทางไปยังจุดพบศพโดยอ้างว่าเป็นที่สงบมีน้ำไหล ซึ่งมาจอดรถปากซอยเปลี่ยวและมืดของช่วงใกล้ค่ำ และจุดนี้ผู้ตายได้หยิบน้ำขึ้นมาดื่มไปประมาณครึ่งขวด แม้น้ำขวดนั้นจะปิดฝาไม่สนิท ก่อนจะเข้าไปทำพิธีลอยเคราะห์
โดยผู้ต้องหาให้ผู้ตายเข้าไปคนเดียว โดยตัวเองรออยู่ที่ปากซอยห่างกันประมาณ 150 เมตร และรอเวลาประมาณ 5 นาที เพื่อเข้าไปติดตามผลของยาผสมน้ำที่ให้ดื่ม ซึ่งก็พบ น.ส.นันทวรรณ นอนหมดสติอยู่ข้างรถจักรยานยนต์ และมีขวดน้ำวางอยู่ที่พื้นจึงหยิบขวดน้ำทิ้ง และเก็บกระเป๋าสะพายที่บรรจุเงินค่าทำพิธีหลบหนีไป แต่ไม่รู้ว่าผู้ตายได้เสียชีวิตในตอนนั้น
ทางด้าน พล.ต.ท.เดชา บุตรน้ำเพชร ผบช.ภ.8 เตือนผู้ที่เชื่อเรื่องดวง ควรสืบประวัติให้ดีก่อนลงมือทำตามความเชื่อส่วนตัว แต่ควรแก้ปัญหาชีวิตด้วยตนเองอย่างรอบคอบและปรึกษาญาติพี่น้องและพ่อแม่ของตนดีกว่าพึ่งพาบุคคลอื่น ที่ส่งผลให้ได้รับอ้นตรายถึงชีวิต
***************************
ที่มา:http://news.sanook.com/1826459/


แค่เขาหิว! ควายถูกตัดขา คาดเพราะแอบกินต้นข้าว

โลกออนไลน์แชร์ภาพสุดสะเทือนใจ ควายถูกตัดขาสองข้าง คาดเพราะเเอบไปกินต้นข้าวชาวบ้าน
เกิดกระแสตื่นตัวในโลกออนไลน์ เมื่อมีการแชร์ภาพน่าเศร้าของควายตัวหนึ่งที่โดนตัดขา  หลังคาดว่าแอบเข้าไปกินต้นข้าวของชาวบ้าน ซึ่งภาพดังกล่าวส่งผลให้บรรดาคนรักสัตว์ต่างสะเทือนใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ควายถูกตัดขา คาดเพราะแอบไปกินต้นข้าว
โดยเพจเฟซบุ๊คผู้การ วิสุทธิ์ วานิชบุตร-เพจใหม่ ได้โพสต์ภาพควายตัวหนึ่งนอนอยู่กลางทุ่งนา สังเกตเห็นว่าขาของมันโดนตัดออกไปสองข้าง พร้อมข้อความระบุว่า
“เพื่อนๆ ครับ ‎ช่วยกันแชร์กดดัน‬ ผบ.ตร. มีคำสั่งให้ผู้บังคับการทุกจังหวัด‬ รีบตรวจสอบ และดำเนินคดีต่อผู้กระทำผิดโดยด่วน หาก ผบ.ตร.เพิกเฉย‬จะได้รู้ว่า ผบ.ตร. มีจิตใจเช่นไร‬ ด่วน! (อย่าให้คนชั่วลอยนวล)”
หลังจากที่ภาพดังกล่าวได้ถูกเผยแพร่ บรรดาชาวโซเชียลต่างแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์การกระทำอันโหดร้ายเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม เร่งให้ผู้บัญชาการตำรวจช่วยตรวจสอบ แม้จะเล็กน้อยแต่ก็ถือว่าส่งผลกระทบ ทั้งยังทำร้ายสัตว์เลี้ยงของผู้อื่น

MThai News


ผบ.ทร.เซ็ง กระแสต้าน’ซื้อเรือดำน้ำ’ โอด ซื้อทีไรต้านทุกที?

‘ไกรสร’ โอด กระแสต้าน‘ซื้อเรือดำน้ำ’ ชี้ มีเหตุผล-คุ้มค่า อย่าด่วนตัดสิน วอนเชื่อใจหทารเรือ รอ ครม.อนุมัติ จะเผยรายละเอียด
วันที่ 8 ก.ค.58 พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ กล่าวถึงกระแสคัดค้านจัดซื้อเรือดำน้ำของกองทัพเรือว่า กองทัพเรือได้ศึกษาอย่างดีที่สุด ส่วนเรื่องอื่นเป็นนโยบายรัฐบาล ไม่อยากให้วิจารณ์กันเสียหาย ควรฟังข้อมูลและเหตุผล ไม่ใช่ตำหนิอย่างเดียว เพราะโอกาสจัดหาแต่ละครั้งไม่ง่าย กว่าจะได้เรือดำน้ำอย่างน้อย 7 ปี
ซื้อเรือดำน้ำ
โดยเรือดำน้ำเป็นยุทธศาสตร์ในการป้องปรามและศักยภาพดีที่สุด ส่วนงบประมาณขึ้นอยู่กับ ครม.อนุมัติ ถ้าไม่ซื้อเรือดำน้ำก็ต้องซื้ออย่างอื่น อาจจะเป็นเรือผิวน้ำหรือเรือตรวจการณ์ลาดตระเวณแทน แต่กองทัพเรือไม่ได้มีแผนสำรอง หากไม่ได้เรือดำน้ำก็ต้องหยุด ขอให้ได้รับการอนุมัติก่อนแล้ว จึงจะขอชี้แจงรายละเอียด
“อย่าเพิ่งไปคิดว่าอะไรดีไม่ดี ทุกคนต้องทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด ต้องเชื่อใจกัน ถ้าให้กองทัพเรือรับผิดชอบในทะเล ก็ควรเชื่อใจทหารเรือ แต่ถ้ามาคิดว่า ตรงนี้ไม่ได้ ท่านก็มาเป็นทหารเรือเองก็แล้วกัน จะได้รู้ว่าเป็นยังไง
การเป็นทหารเรือไม่ง่าย ถ้าคนที่อยู่ในเรือและต้องดำน้ำ 21 วันโดยไม่โผล่มาเห็นเดือน เห็นตะวัน เขาเสียสละกันแค่ไหน พวกท่านมาบอกว่าซื้อแล้วจะใช้เงินมากมาย ก็เป็นเงินของผมเหมือนกัน ผมก็เสียดายเงิน ถ้าไม่ดีก็ไม่อยากซื้อ ต้องเข้าใจคนอื่นบ้าง อย่าคิดคนเดียว” ผบ ทร. กล่าว
ที่มา Wassana Nanuam/ news.mthai.com

MThai News 


คู่รักจอดรถฉี่แทบช็อก!! เจอศพอุ้มฆ่าโหดเผานั่งยาง-ทรมานรัดคอ-ขาหัก พบสาวหายตัว!!

วันที่ 08 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 เวลา 13:54 น.


 เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 8 ก.ค. พ.ต.ท.สมศักดิ์ พลพันขาง พนักงานสอบสวน สภ.พระอินทร์ราชา อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ได้รับแจ้งพบศพถูกฆ่าเผานั่งยางบริเวณ กลางทุ่งนาริมถนนหมายเลข 9 กม 80-81 ม.5 ต.เชียงรากน้อย อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ พร้อมด้วย พล.ต.ต.เสริมคิด สิทธิชัยกานต์ ผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา พล.ต.ต.สมจิตร ทองแท่ง ผบก.สส.ภ.1พ.ต.อ.ภูวดิท ชนะคชภัทร์ รอง.ผบก. เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานพระนครศรีอยุธยา แพทย์เวร รพ.บางปะอิน มูลนิธิป่อเต็กตึ้ง

 พบศพไม่ทราบเพศ ถูกฆ่าเผานั่งยางอยู่บริเวณใกล้กับคูน้ำของนาข้าว สภาพศพไหม้เป็นตอตะโก มีขดลวดของยางรถยนต์คล้องอยู่ตามลำตัวจำนวน 4 เส้น พบเศษผ้าลายสก๊อต กระดุมกางเกงยีนส์ ตกอยู่บริเวณศีรษะ อวัยวะบางส่วนที่ถูกเผาไม่หมด มีหนอนไต่อยู่จำนวนมาก เสียชีวิตมาแล้วประมาณ 4-5 วัน ที่แขนข้างขวา ข้อมือขวาหัก ลิ้นจุกปาก น่าจะถูกรัดคอ ก่อนเสียชีวิต ห่างออกไปประมาณ 1 เมตร พบชิ้นส่วนท่อนขาข้างขวา ถูกไฟไหม้เกรียม ถูกสัตว์คาบขึ้นมา ใกล้กันพบไฟแช็คสีเหลือง 1 อัน ท่อนไม้มีรอยไหม้ ฝาขวดน้ำ จำนวน 2 ฝา ซองยากันยุงแบบทา ขวดน้ำเปล่าไม่มีฝา คาดว่าจะเป็นของคนร้าย จึงเก็บลายนิ้วมือแฝงและดีเอ็นเอเอาไว้เป็นหลักฐาน

 สอบสวนนางศิวภรณ์ อายุ 40 ปี พนักงานโรงงาน ซึ่งมาพบศพคนแรก กล่าวว่า ตนพร้อมกับแฟนได้ขับรถเข้ามาบริเวณที่พบศพ เพื่อจะปัสสาวะเมื่อจอดรถได้กลิ่นเหม็นคล้ายซากศพ จึงได้เดินเข้าไปดูถึงกับตกใจจึงได้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจมาตรวจสอบ

 พล.ต.ต.เสริมคิด เปิดเผยว่า จากการเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมชุดสืบสวน ผู้เสียชีวิตน่าจะถูกอุ้มมาจากที่อื่นแล้วมีการทรมานด้วยการรัดคอจนเสียชีวิตเพราะศพลิ้นจุกปาก แขนและขาถูกรัดจนหัก แล้วนำศพมาเผาทิ้งบริเวณจุดเกิดเหตุ จากการตรวจสอบการรับแจ้งคนหายพบว่าในพื้นที่ สภ.เสนา มีชายหายตัวไปเมื่อวันที่ 1 ก.ค.2558 ยังไม่พบตัว และในพื้นที่ สภ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา มีหญิงสาวเป็นพนักงานโรงงานหายตัวไป เมื่อวันที่ 3 ก.ค.2558 ยังไม่พบตัว ได้ประสานญาติให้มาดูศพและสิ่งของต่างๆ ที่พบในที่เกิดเหตุ ญาติยังไม่ยืนยันว่าใช่บุคคลที่สูญหายไปหรือไม่

 เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการเก็บดีเอ็นเอ เพื่อพิสูจน์หาตัวบุคคลต่อไป พยานหลักฐานต่างๆ ที่พบในที่เกิดเหตุ ทั้งที่พบในตัวศพและบริเวณโดยรอบมาขยายผล เพื่อติดตามตัวหาคนร้ายและพิสูจน์ตัวผู้เสียชีวิต จึงอยากขอความร่วมมือประชาชนที่ใช้เส้นทางผ่านจุดเกิดเหตุที่พบเห็นว่ามีการเผาหรือเห็นเปลวไฟในช่วงกลางคืน ว่าเกิดในช่วงเวลาใด มาให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ พร้อมทั้งสงสัยว่าจะเป็นญาติให้มาติดต่อกับทางพนักงานสอบสวน สภ.พระอินทร์ราชา ได้

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ต.เสริมคิด ได้ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ชุดสืบสวน สภ.บางปะอิน สภ.พระอินทร์ราชา และชุดสืบสวนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ร่วมกันสืบสวนโดยให้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามเส้นทางต่างๆ ตั้งแต่บางปะอินและถนนสายเอเชีย ซึ่งจะเร่งรัดหาตัวผู้ตายก่อนว่าเป็นใคร เพื่อจะได้สืบหาคนร้ายต่อไป



                           ********************************
      http://www.khaosod.co.th/view_newsonline.php?                      newsid=1436338497


′พระเหงื่อพระธาตุ′ ปัดพิสูจน์ เตือนศิษย์แล้วอย่าอวด อยู่ที่ความเชื่อ

′พระเหงื่อพระธาตุ′ ปัดพิสูจน์ เตือนศิษย์แล้วอย่าอวด อยู่ที่ความเชื่อ
นำเสนอข่าวโดยทีมงาน Sanook.com
ความคืบหน้ากรณีพฤติกรรมของพระภิกษุรูปหนึ่งใน ต.วังอ่าง อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งโพสต์และแชร์ในสังคมออนไลน์ อ้างเหงื่อไหลผุดออกมาจากผิวหนังและเลือดที่ออกจากร่างกายเมื่อแห้งก็จะกลายเป็นพระธาตุ เป็นเม็ดคล้ายลูกแก้วเล็กๆ สีชมพู ญาติโยมต่างพากันช้อนเก็บนำกลับไปกราบไหว้บูชา จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวางว่าเข้าข่ายอวด อุตริมนุสธรรมหรือไม่นั้น
เมื่อวันที่ 7 ก.ค. ผู้สื่อข่าวได้เข้าไปตรวจสอบ พบว่าพระภิกษุรูปดังกล่าวนั้นคือ พระอนานันต์ ญาณธนโชติ หรือพระอาจารย์ชา อายุ 39 ปี อยู่ที่วัดวังหอมวิปัสสนาราม ม.5 ต.วังอ่าง อ.ชะอวด จ.นครศรีธรรมราช
โดยพระอนานันต์เพิ่งกลับมาจากกิจนิมนต์ เข้ามายังที่พักซึ่งเป็นถ้ำอยู่เชิงเขา มีลูกศิษย์ลูกหาและชาวบ้านที่ให้ความเคารพนับถือเข้ามากราบไหว้นมัสการจำนวนหลายสิบคน
พระอนานันต์กล่าวถึงกรณีที่ภาพที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมออนไลน์ว่าอาตมาได้ห้ามศิษย์ทุกครั้งว่าอย่าเอาไปโพสต์ให้ใครดู แต่เป็นเรื่องปกติที่เขาอยากลงให้เพื่อนดู ซึ่งอาตมาไม่เคยพูดว่าจะทำนั้นทำนี้ ซึ่งจะจริงหรือไม่จริงนั้นสามารถปฏิบัติได้ แต่ได้สอนทุกครั้งว่าห้ามนำไปแสดงให้คนดู เพราะอาจนำไปสู่อบายภูมิได้ และอาจทำให้หลง เมื่อหลงแล้วไม่เกิดปัญญา เมื่อเรื่องนี้เผยแพร่ออกไปก็ทำให้เกิดปัญหาได้
"ที่ผ่านมาสั่งลูกศิษย์ลูกหาว่าเมื่อเห็นอะไรแปลกๆก็ให้รู้แต่ตัวเองพอ ไม่ต้องไปบอกให้คนอื่นเขารู้ แต่ก็ไม่ฟังจนเกิดเรื่องจนได้ และเมื่อเกิดเรื่องขึ้นแล้วก็ปล่อยมันไป เอาเฉพาะหลักของเหตุและผล คนที่เชื่อก็เชื่อ
อย่างเช่นก้อนหินธรรมดา ถ้าเรามีจิตที่เชื่อและศรัทธาก็เอาไปบูชาได้ แต่ถ้าไม่เชื่อต่อให้ศักดิ์สิทธิ์อย่างไร เมื่อเอาไปบูชาก็ไม่เกิดผล จะให้อาตมาพิสูจน์ให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้อาตมาจะไม่ทำ เพราะไม่ชอบอยู่แล้วในเรื่องแบบนี้"
นอกจากนี้พระอนานันต์ยังกล่าวอีกว่า ส่วนใครคิดว่าเป็นการหลอกลวงก็คิดว่าหลอกไป แต่ถ้าคิดว่าเป็นเรื่องจริงก็คิดไป เพราะเป็นความเชื่อ ซึ่งที่มีคนบอกว่าอาตมามีธาตุกายสิทธิ์นั้นไม่รู้เรื่อง อยู่ๆ มันก็ออกมาเอง และไม่ได้ออกมาทุกครั้ง อย่างเช่นขณะทำงานมันก็ออกมา แล้วคนที่เดินตามจะเห็นแล้วเอาไปบูชา ซึ่งพอเหงื่อออกมาหรือเกิดบาดแผลแล้วเลือดออกมา คนมาทำแผลเห็นว่าออกเป็นเม็ดแล้วก็แข็ง จึงเอากลับบ้านเท่านั้นเอง
พระอาจารย์อนานันต์ยังกล่าวอีกว่า ขอให้สื่อบอกญาติโยมด้วยว่า อย่าไปสนใจในเรื่องนี้ ซึ่งมันอาจจะไม่จริงก็ได้ หรือคนที่คิดว่าเป็นเรื่องจริงก็จริงไป ไม่ต้องไปสนใจอะไร อาตมาขอถวายชีวิตให้กับพระพุทธศาสนา สิ่งที่เห็นว่าดีก็ให้เอาไปใช้ในชีวิตประจำวัน สิ่งไหนไม่ดีก็ไม่ต้องเอาไป
นอกจากนั้น พระอนานันต์ ยังทำนายด้วยว่า อีก 2 ปี 4 เดือน ประเทศไทยจะเกิดภัยพิบัติ 3 ประการ คือ สงครามกลางเมือง แผ่นดินยุบในกรุงเทพฯ และดินถล่มน้ำท่วมภาคใต้

ด้านชาวบ้านที่เป็นศิษย์ของพระอนานันต์ อ้างว่า เคยได้ลูกแก้วที่พระอาจารย์คายมาให้ลูกหนึ่ง ลักษณะเป็นแก้วขนาดเม็ดเท่าพริกไทย เห็นเป็นคลื่นออกมาจากลำคอ จึงนำไปเก็บไว้ที่บ้าน และยังพบห่าฝนตกลงมาเป็นแก้วด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับพระอนานันต์ เคยถูกคนร้ายบุกยิงกุฏิเมื่อปี 2555 จนเป็นข่าวใหญ่มาแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งคนร้ายใช้อาวุธสงครามบุกยิงแต่กระสุนไม่ระคายผิว คดียังอยู่ในชั้นสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ และไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด กระทั่งเมื่อ 2 เดือนก่อนหน้านี้เกิดเหตุคนร้ายบุกยิงรถยนต์จนเสียหายทั้งคัน
ติดตามข่าวด่วน เกาะกระแสข่าวดัง บน Facebook คลิกที่นี่!!


ฆ่าเพื่อนสาวเซ่นปมรักคุด - แอบชอบแต่เด็ก หนุ่มยิงตัว 2 ศพ

 รักเป็นพิษ หนุ่มช่างรับเหมาขอนแก่น หลงรักเพื่อนสมัยประถมตามเทียวไล้เทียวขื่อ แม้ฝ่ายหญิงจะมีสามี-ลูกแล้ว จนก่อเหตุขับรถไล่ตามลักพาตัวหนีหายไปต่อหน้าสามีและลูกสาวอีก 2 คน ต่อมาพบเป็นศพถูกยิงดับคาปิกอัพ นอนเคียงข้างช่างรับเหมาที่ยิงตัวตายหนีความผิด ด้านสามีรุดดูศพ พร้อมเผยฝ่ายชายมาติดพันภรรยา จนกระทั่งเกิดเหตุชกต่อยขึ้นโรงขึ้นศาล แต่ศาลพิพากษาให้รอลงอาญา จนมาก่อเหตุสยอง เผยก่อนเกิดเหตุไปกินข้าวกับลูกเมีย ขณะขับรถกลับก็ถูกขับจี้ตูดไล่ชน ก่อนยิงใส่จนบาดเจ็บพร้อมลักพาตัวภรรยาไป

 เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 8 ก.ค. พ.ต.ท.เทียนไชย ชาวล้วน พนักงานสอบสวน สภ.บ้านฝาง จ.ขอนแก่น รับแจ้งเหตุพบศพผู้เสียชีวิต 2 ศพ ภายในรถยนต์ที่จอดไว้บริเวณสำนักปฏิบัติธรรมวังจระเข้ บ้านคำหญ้าแดง หมู่ 6 ต.ป่าหวายนั่ง อ.บ้านฝาง จึงรุดไปตรวจสอบสถานที่เกิดเหตุพร้อมด้วย พล.ต.ต.จิตรจรูญ ศรีวนิชย์ ผบก.ภ.จว.ขอนแก่น พ.ต.อ.โผนชัย ครองยุทธ์ ผกก.สภ.บ้านฝาง ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 4 ขอนแก่น มูลนิธิขอนแก่นสามัคคีอุทิศ


ไปถึงพบกับรถยนต์ปิกอัพโตโยต้า ไฮลักซ์ สีขาว ทะเบียน ผส 1966 เชียงใหม่ จอดอยู่ใกล้กับกระท่อม บริเวณที่นั่งคนขับพบศพนายประสิทธิ์ มีบุญเปี่ยม อายุ 35 ปี อยู่บ้านเลขที่ 75/5 หมู่ 2 ต.หนองไม้แดง อ.เมือง จ.ชลบุรี มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนสั้นไทยประดิษฐ์เข้าที่ขมับใบหูขวา 1 แห่ง ที่เบาะนั่งผู้โดยสารด้านหน้าข้างคนขับพบศพคนตายชื่อนางกิตติมา วงอินทร์จันทร์ อายุ 36 ปี อยู่บ้านเลขที่ 113 หมู่ 9 ต.โนนท่อน อ.เมือง จ.ขอนแก่น และเป็นเจ้าของร้านภานุวัฒน์แอร์ หน้าร.พ.ศรีนครินทร์ ม.ขอนแก่น ถ.มิตรภาพ มีบาดแผลถูกยิงเข้าที่ขมับหลังใบหูขวาเช่นเดียวกัน ในรถตรวจสอบกระจกหลังคนขับแตก ภายในเบาะรถมีเลือดเต็มรถ นอกจากนี้พบกับปืนไทยประดิษฐ์ตกอยู่ข้างตัวฝ่ายชาย ขณะที่มือขวาฝ่ายชายเขียนด้วยปากกาสีดำว่า เรารักกันมานาน ยกให้หมด 7 แสน ถึงแต่งงานž ส่วนฝ่ามือขวาฝ่ายหญิงเขียนว่า ใช้หนี้ให้ด้วย 4 หมื่นบาทž

 ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่านางกิตติมาถูกแจ้งความว่าถูกลักพาตัวไปตั้งแต่วันที่ 5 ก.ค.ที่ผ่านมา จึงติดต่อนายภาณุวัฒน์ มุกดาอาพัทธกุล อายุ 40 ปี สามีของนางกิตติมา เพื่อให้เดินทางมาชี้ศพผู้เสียชีวิต

 เมื่อนายภาณุวัฒน์มาถึงก็ยืนยันว่าผู้ตายที่เป็นผู้หญิงเป็นภรรยาตนจริง ส่วนอีกคนก็เป็นคนที่ลักพาตัวภรรยาไป พร้อมให้การว่า เมื่อวันที่ 5 ก.ค.ที่ผ่านมา ตนพาภรรยาพร้อมลูกสาววัย 14 ปี และ 10 ขวบ ออกจากบ้านไปกินข้าวที่บ้านของยายที่อยู่บ้านโนนท่อน ต.โนนท่อน อ.เมือง จ.ขอนแก่น จนกระทั่งเวลา 20.00 น. ได้ขับรถกลับบ้าน แต่พอขับรถออกมาได้สักพักมีรถปิกอัพของนายประสิทธิ์ขับไล่ตาม ตนพยายามขับหนีออกทางถนนเลี่ยงเมือง แต่นายประสิทธิ์ขับตามมาจนมาถึงทางแยก ถ.มะลิวัน ตัดกับถนนเลี่ยงเมือง จึงขับรถชนรถของตนที่ด้านขวา จนรถกระเด็นขึ้นฟุตปาธ จากนั้นนายประสิทธิ์ใช้อาวุธปืนยิงตนทะลุกระจกรถ กระสุนเฉียดศีรษะถูกที่ใบหูด้านขวา ก่อนที่นายประสิทธิ์จะลงจากรถยนต์ปิกอัพ เข้ามากระชากนางกิตติมาต่อหน้าลูกสาวทั้งสองคน ขึ้นรถไป ก่อนขับรถหนีไปทาง อ.บ้านฝาง จ.ขอนแก่น

 นายภาณุวัฒน์กล่าวว่า นายประสิทธิ์เป็นเพื่อนสมัยประถมของภรรยาตน ซึ่งก็แอบชอบพอกันมานาน จนกระทั่งนายประสิทธิ์ไปทำงานเป็นผู้รับเหมาอยู่ต่างจังหวัด จนกระทั่งเมื่อต้นปี 2558 กลับมาบ้านที่ จ.ขอนแก่น ก็เจอภรรยาตนแล้วก็ติดตามจีบมาตลอด แม้จะรู้ว่าภรรยาตนมีสามีและลูกแล้วก็ตาม

 เมื่อต้นเดือนมกราคมนายประสิทธิ์มาหาภรรยาผมอีก ผมก็ห้าม แล้วบอกว่าเขามีผัวมีลูกแล้ว แต่นายประสิทธิ์กลับไม่รับฟัง แถมชกผมเข้าที่ใบหน้า จนต้องไปแจ้งความที่ สภ.ย่อยสำราญ อ.เมือง จ.ขอนแก่น ซึ่งส่งฟ้องศาลตัดสินว่ามีความผิดฐานทำร้ายร่างกาย โทษจำคุกแต่ให้รอลงอาญา 2 ปี จนกระทั่งมาก่อเหตุฉุดภรรยาผมไปต่อหน้าต่อตา พร้อมยิงผมปางตาย เชื่อว่านายประสิทธิ์ลงมือยิงภรรยาผมแล้วยิงตัวตายตามŽ นายภาณุวัฒน์กล่าว

 เจ้าหน้าที่ตำรวจมอบศพผู้ตายทั้งสองส่งให้แพทย์ไปผ่าชันสูตรพลิกศพหาสาเหตุการตายที่แท้จริง ที่ร.พ.ศรีนครินทร์ ม.ขอนแก่น พร้อมกับลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน เพื่อจะสืบสวนสอบสวนหาข้อเท็จจริงในคดีดังกล่าว


Monday, July 6, 2015

สะเทือนใจ! หนุ่มถ่ายคลิปลาตาย บอกรักลูก-คิดถึงมาก แต่คงไม่ได้เจอกันอีก ก่อนจ่อขมับดับ

หนุ่มถ่ายคลิปลาตาย!! บอกรักลูก-คิดถึงมาก แต่คงไม่ได้เจอกันอีก ก่อนจ่อขมับดับ  

                                      https://www.youtube.com/watch?t=66&v=ASGfzkdHVqE

adp=113201">
ที่เกิดเหตุเป็นทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น บนเตียงในห้องนอนชั้น 2 พบศพนายสนธยา ครวญพินิจ อายุ 50 ปี โดยผู้ตายได้บันทึกคลิปวิดีโอไว้ โดยมีเนื้อหาลักษณะตัดพ้อ โดยมีใจความว่า พ่อคิดถึงลูกมาก หลายวันแล้วเราไม่ได้เจอหน้ากัน หนูคงไม่ได้มีโอกาสเจอพ่อแล้ว ซึ่งพ่อก็ไม่อยากทำแบบนี้ นอกจากนี้ในคลิปผู้ตาย ยังได้กล่าวขอบคุณภรรยา ที่ดูแลตนและลูกชายอย่างดีมาตลอด จึงรวบรวมไว้เป็นหลักฐาน

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่า ผู้ตายน่าจะเกิดความน้อยใจที่ภรรยาหอบลูกสาวหนีกลับไปที่ต่างจังหวัด ก่อนใช้อาวุธปืนจ่อขมับปลิดชีพตัวเอง อย่างไรก็ตามจะได้นำศพไปชันสูตรที่สถาบันนิติเวช อย่างละเอียดอีกครั้ง

ที่มา tnews.teenee.com


Sunday, July 5, 2015

ชาวเน็ตแฉ "พี่ตำรวจ" เมาขณะปฏิบัติหน้าที่??จริงหรือไม่..ใช่หรือมั่วไปดู(คลิป)

ในโลกออนไลน์ในเพจ show clip ได้เผยแพร่คลิป "ตำรวจเมาขณะกำลังปฏิบัติหน้าที่ @ถนนเรียบด่วนรามอินทรา" โดยเป็นคลิปบันทึกเหตุการณ์ขณะประชาชนผู้ขับขี่รถยนต์สนทนากับตำรวจจราจร ซึ่งทางด้านประชาชนพยายามถามเพื่อพิสูจน์ว่าตำรวจเมาจริงหรือไม่ขณะปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากมีอาการ ท่าทาง คำพูดลักษณะคล้ายคนเมา


Friday, July 3, 2015

ผบช.น.แถลงรวบแก๊งยาบ้า2หมื่นเม็ดย่านตลิ่งชัน

ผบช.น.แถลงรวบแก๊งยาบ้า2หมื่นเม็ดย่านตลิ่งชัน
นำเสนอข่าวโดยทีมงาน Sanook.com

ผบช.น. แถลงรวบแก๊งยาบ้าย่านตลิ่งชันได้ของกลาง 2 หมื่นเม็ด สารภาพรับจ้างขนมาให้เอเยนต์
พล.ต.ท.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล ผบช.น. พร้อมด้วย สน.ตลิ่งชัน แถลงผลการจับกุม นายกิตติพล สีฟ้า หรือ แจ๊บ อายุ 28 ปี ชาว จ.ระนอง พร้อมของกลาง ยาบ้าชนิดเม็ดสีส้มและสีเขียว สัญลักษณ์ XY ลักษณะกลมแบน จำนวน 20,000 เม็ด กระเป๋าสะพายสีเทา จำนวน 1 ใบ กระเป๋าหูหิ้วสีน้ำเงินคาดำ จำนวน 1 ใบ โทรศัพท์มือถือ จำนวน 3 เครื่อง
โดยสามารถจับกุมได้ บริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ แขวงฉิมพลี เขตตลิ่งชัน กทม. เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 58 ในข้อหามียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (ยาบ้า) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย
ทั้งนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากสายลับว่ามีการลักลอบขนส่งยาบ้า บริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ โดยจะนัดส่งของบริเวณด้านข้างอาคารเคเอฟซี พลาซ่า ซึ่งผู้ต้องสงสัยเป็นชายอายุประมาณ 25-30 ปี รูปร่างผอม ผิวดำแดง สูงประมาณ 175 เซนติเมตร สวมเสื้อยืดสีเทา และสวมกางเกงยีนส์ขายาว สีนำเงิน เจ้าหน้าที่จึงวางแผนเข้าจับกุมในเวลาต่อมา และเมื่อทำการค้นตัว นายกิตติพล พบยาบ้าจำนวน 10 ห่อ ซึ่งแต่ละห่อถูกหุ้มด้วยกระดาษไขสีขาว กระดาษคาร์บอนสีน้ำเงิน และพันทับด้วยแผ่นพลาสติกใส ที่ซุกซ่อนภายในกระเป๋าหูหิ้ว
อย่างไรก็ตาม จากการสอบสวนผู้ต้องหารับสารภาพว่าตนได้รับการว่าจ้างจาก นายเอกชัย (ไม่ทราบชื่อและนามสกุลจริง) ว่าให้ไปรับยาบ้าจาก นายบอย (ไม่ทราบชื่อและนามสกุลจริง) บริเวณจุดกลับรถ ถนนพุทธมณฑลสาย 1 ตัดกับถนนตัดใหม่ ระหว่างสามแยกไฟฉายมุ่งหน้ากาญจนาภิเษก แล้วนำยาบ้ามาส่งให้กับลูกค้าบริเวณสถานีขนส่งผู้โดยสารกรุงเทพฯ และถูกเจ้าหน้าที่จับกุมตัวได้เสียก่อน


จำเลยปล่อยโฮ ผู้พิพากษาหญิง “เพื่อนเก่า“ ทักกลางศาล

จำเลยปล่อยโฮ ผู้พิพากษาหญิง “เพื่อนเก่า“ ทักกลางศาล
นำเสนอข่าวโดยทีมงาน Sanook.com
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า จำเลยชื่อ นายอาเธอร์ บูธ วัย 49 ปี ซึ่งถูกจับเมื่อวันที่ 29 มิ.ย. ที่ผ่านมา ในข้อหาลักทรัพย์และอีกหลายข้อหา โดยระหว่างการจับกุมนายอาเธอร์ ยังหลบหนีเจ้าหน้าที่ด้วย
เมื่อนายอาเธอร์ถูกนำตัวมาขึ้นศาล มินดี้ เกลเซอร์ ผู้พิพากษาหญิง ทักนายอาเธอร์ว่าเรียนโรงเรียนนาติลุสหรือไม่ ทำให้นายอาเธอร์ ถึงกับร้องอุทานด้วยความตกใจ แล้วร้องไห้โฮกลางศาล
มินดี้ เกลเซอร์ เอ่ยถึงจำเลยที่ยืนในศาลต่อว่า "เขาเป็นเด็กดีที่สุดในโรงเรียนเลย ฉันเคยเล่นฟุตบอลกับเขา และคนอื่นๆด้วย แล้วดูว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้นกับเขา"
นอกจากนี้ผู้พิพากษาหญิง ยังกล่าวกับจำเลยด้วยว่า "ฉันเสียใจที่เห็นคุณที่นี่ และหวังว่าคุณจะเปลี่ยนพฤติกรรมได้ ขอให้โชคดี ที่น่าเสียใจคือเราต่างโตขึ้นตามอายุ ขอให้โชคดี หวังว่าคุณจะผ่านเรื่องนี้ไปได้อย่างราบรื่นและใช้ชีวิตตามกฎหมาย"


Wednesday, July 1, 2015

สลด!!! แม่ 19 หลงสามีใหม่รู้จักผ่านเฟสบุ๊ค1เดือน … ยอมให้ฆ่าลูก

สลด!!! แม่ 19 หลงสามีใหม่รู้จักผ่านเฟสบุ๊ค1เดือน … ยอมให้ฆ่าลูก
สามีใหม่ฆ่าลูกเลี้ยงวัยขวบเศษตายคามือ
เรื่องราวหน้าเศร้านี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2558 เหตุเกิดขึ้นที่จังหวัดสระบุรี ผู้เป็นแม่ อายุ 19 ปีได้รู้จักกับสามีใหม่ชื่อนายอ๊อฟวัย23 ปีผ่านการเเชทเฟสบุ๊คเพียง 1 เดือนเท่านั้นแต่รู้สึกชอบพอกัน จึงหอบลูกน้อยวัยขวบเศษเพื่อเดินทางไปอยู่กับนายอ๊อฟ ที่ อ.พระพุทธบาท จ. สระบุรี ขณะที่ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกัน นายออ๊ฟทำร้ายลูกของตนเป็นประจำ ถ้าตนเข้าไปห้ามก็จะโดนด้่วยเหมือนกันจึงปล่อยเลยตามเลย
วันเกิดเหตุ ลูกร้องหิวนมตนจึงออกไปซื้อนม โดยทิ้งลูกไว้กับนายอ๊อฟไม่คิดเฉลียวใจแต่อย่างใด พอกลับมาถึงบ้าน พบลูกกลายเป็นศพไปแล้ว นายออฟบังคับใวห้ตนอุ้มศพเด็กนั่งซ้อนรถมอร์เตอร์ไซด์ไปทิ้งกลางป่า 
ตนจำใจต้องยอมทำตามเนื่องจากกลัวถูกนายอ๊อฟทำร้าย หลังจากทิ้งศพลูกแล้ว ตนจึงได้โทรศัพท์ไปบอกแม่ของตนว่า( ยาย) นายออ๊ฟได้ฆ่าลูกของตนเองตายแล้วทิ้งศพไว้ที่กลางป่า
หลังจากนั้นนายอ๊อฟยึดโทรศัพท์ไว้ไม่สามารถติดต่อใครได้เลย
หลังจากนั้นยายของเด็กจึงได้เข้าแจ้งความกับ ร.ต.ท.ศราวุทธ สาลีพันธ์ ร้อยเวร ว่าลูกสาวอายุ 19 ปี ได้หนีออกจากบ้านไปได้ประมาณ 1 เดือน โดยหอบเอาลูกติดไปด้วย จนในวันที่ 23 มิ.ย.58 ลูกสาวตนได้โทรศัพท์มาบอกตนว่า นายอ๊อฟ (ขอสงวนนามสกุล) อายุ 23 ปี สามีใหม่ได้ฆ่าลูก คือน้องบุ๋มตายแล้ว ตอนนี้อยู่ที่มวกเหล็ก หลังจากนั้นสัญญาณโทรศัพท์ก็ขาดหายไป เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงร่วมกันออกตามหาศพ พบว่าสภาพศพถูกสัตว์แทะ แยกชิ้นส่วนกันอย่างน่าเวทนา จึงได้ร่วสมกับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลสระบุรทำการชันสูตรศพตามขั้นตอน
และเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุมนายอ๊อฟพ่อเลี้ยง และแม่ของเด็กได้สำเร็จ เบื้องต้น ให้การยอมรับว่าฆ่าเด็กจริงหลังสอบสวน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัว นายอ๊อฟ และแม่ของด็ก ดำเนินคดีในข้อหาร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และเคลื่อนย้ายซ่อนเร้นศพ
นอกจากนี้ยังทราบว่า นายอ๊อฟผู้นี้ เคยต้องโทษในคดีเสพยาเสพติด ด้วย

ขอขอบคุณที่มา :::: ด.ต. เอกชัย บุญเพ็ง สืบจังหวัดสระบุรี


Monday, June 29, 2015

น.ศ.แนวร่วมประชาธิปไตยเชียงใหม่ อ่านจม.ถึงเพื่อน “เราจะฝ่าฝันร้ายไปด้วยกัน”

 เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยใหม่ จ.เชียงใหม่ รวมตัวกันหน้าสถานกงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย จ.เชียงใหม่ พร้อมร่วมอ่าน จดหมายถึงเพื่อน ระบุว่า ในฐานะเพื่อน เราไม่สามารถที่จะอยู่เฉยได้ หากเรารู้ว่าเพื่อนเรากำลังตกอยู่ในความยากลำบากและอันตราย 
 วันนี้มีเพื่อนเรา 14 คน อยู่ในคุก ในข้อหาที่เพื่อนอย่างเราก็ไม่สามารถเข้าใจได้ว่าเพื่อนเราทำผิดอะไร เพื่อนเราต่อสู้เพื่อสิ่งที่พวกเขาเชื่อมั่น เพื่อนเราเสียสละในวันที่เราได้แต่ถามตัวเองว่าคุ้มหรือไม่ที่จะทำอย่างเขา เพื่อนเราทำในขณะที่เราก็รู้ว่าเรากับเขาต่างก็มีภาระหน้าที่ในความเป็นมนุษย์เท่าๆกัน ไม่ว่าจะเป็นอย่างไรหน้าที่ของเพื่อนก็คือสนับสนุนในสิ่งที่เพื่อนคิดและสิ่งที่พวกเขาเชื่อ ยอมรับที่จะเป็นเพื่อนกับพวกเขาไม่ว่าจะเป็นอย่างไร ถึงแม้ตอนนี้เราจะไม่ได้ร่วมทุกข์ แต่การร่วมสุขที่เคยมีกันมา ทำให้เราไม่อาจทำให้โลกนี้ว่างเว้นความสวยงามจากพวกเขาได้

 การออกมาเรียกร้องของเราในวันนี้ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการทำหน้าที่ของเพื่อนเวลาที่เห็นเพื่อนเราโดนรังแกจากความไม่ยุติธรรม เราไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใด รัฐจึงเห็นเยาวชนของชาติที่ยึดถือหลักการ ประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน ความยุติธรรม การมีส่วนร่วมและสันติวิธีว่าเป็นบุคคลที่เป็นอันตรายต่อความมั่นคงของประเทศชาติ ความโหดร้ายที่เกิดขึ้นกับเพื่อนของเราวันนี้มันไร้เหตุผลเกินว่าที่จะเชื่อว่านี่คือความเป็นจริง

 หากนี่เป็นยามค่ำคืนที่มืดมิดในยามที่เราหลับตา นี่คือฝันร้ายที่ เพื่อนของพวกเราและคนรุ่นเราต้องพบเจอ เพียงแต่ฝันร้ายที่พวกเราพบเจอนี้ไม่อาจหายไปเมื่อเราตื่นขึ้น มีเพียงทางเดียวที่เราจะหลุดจากฝันร้ายนี้ได้ คือร่วมกันฝ่าฟันฝันร้ายนี้ไปด้วยกัน เราไม่อาจที่ฝันให้โลกของเราสวยงามอย่างที่เราต้องการ ฝันที่ดีสุดของเรา ณ เวลานี้คือ เราอยากให้เพื่อนของเราเป็นเพื่อนกับคนทุกคน เราอยากให้คนทุกคนเข้าใจว่าพวกเขาเป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งที่พร้อมจะเป็นเพื่อนกับใครก็ตามที่มีความฝันความเชื่อแบบเดียวกับพวกเขา เราหวังเพียงให้ทุกคนเข้าใจว่าพวกเขาไม่เคยทำความผิดเพียงพอที่จะเป็นเหตุผลให้พวกเขาโดนจำกัดเสรีภาพ 

ใช่ เราทุกคนต่างเคยพลัดพรากจากสิ่งที่เรารัก คนที่เรารัก แต่เราไม่ได้อาลัยพวกเขาเพราะพวกเขาเป็นคนที่เรารักเท่านั้น แต่ความรักที่มากกว่าความรักใครเพียงคนใดคนหนึ่งเพื่อตัวเอง คือ ความรักที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เกินกว่าตัวของเขาต่างหากที่ทำให้ไม่ว่าอย่างไรเราก็จะอยู่เคียงข้างพวกเขา เราเพื่อนกัน

แนวร่วมกลุ่มประชาธิปไตยใหม่จังหวัดเชียงใหม่


Specail news lottery 1/07/2015












สุดสลด! นักศึกษาสวนสุนันทาถูกโจ๋ยิงดับ ด้วยเหตุผลแค่นี้เองหรอ แต่เพื่อนโพสต์ข้อความนี้ ก็ถึงกับน้ำตาไหล

สุดสลด! นักศึกษาสวนสุนันทาถูกโจ๋ยิงดับ ด้วยเหตุผลแค่นี้เองหรอ แต่เพื่อนโพสต์ข้อความนี้ ก็ถึงกับน้ำตาไหล
วันนี้ ผู้สื่อข่าว Bigza(บิ๊กซ่าส์) ได้รับรายงานว่า วันนี้บนโลกโซเชี่ยล ได้มีการแชร์ภาพและข้อมูล จากเพจ ตนหาข่าว นักข่าวจิตรอาสา
 กรณี นักศึกษาคนหนึ่ง ได้มานั่งรอรถเมล์หน้าโรงเรียน แต่กลับถูกโดนยิงลูกหลงเสียชีวิต
โดยลูกรูปภาพและข้อความดังนี้

นักศึกษาสวนสุนันทาถูกโจ๋ยิงดับ เหตุไม่ยอมให้ดูหัวเข็มขัด
เว็บไซต์สุนันทานิวส์ ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา รายงานว่า นายคัณฐิศักดิ์ สายโพธิ์ อายุ 21 ปี นักศึกษาคณะวิทยาการจัดการ สาขาวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงเข้าที่หน้าอก บริเวณป้ายรถเมล์ หน้าวิทยาลัยเทคโนโลยีพระรามหก ถนนจรัญสนิทวงศ์ เขตบางพลัด ผู้เห็นเหตุการณ์เร่งนำตัวนายคัณฐิศักดิ์ ส่งโรงพยาบาลยันฮี ก่อนจะเสียชีวิตในเวลาต่อมา
            โดยคนร้ายเป็นชาย 2 คน เดินลงมาจากรถจักรยานยนต์และใช้อาวุธปืนจี้บริเวณศีรษะผู้เสียชีวิต เพื่อขอดูหัวเข็มขัด แต่นายคัณฐิศักดิ์ ขัดขืนไม่ยอมให้ดู คนร้ายจึงใช้อาวุธปืนยิงเข้าที่หน้าอก ก่อนจะรีบขับรถจักรยานยนต์หลบหนีไป ทั้งนี้มีรายงานเพิ่มเติมว่า ขณะเกิดเหตุผู้เสียชีวิตได้สวมเข็มขัดของวิทยาลัยเทคนิคชุมพรที่เคยศึกษาอยู่ 
            อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเร่งสอบสวนหาสาเหตุและติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป
และเมื่อข้อมูลนี้ได้ถูกแชร์ออกไป ก็มีผู้มาแสดงความคิดเห็นและเสียใจจำนวนมาก และหนึ่งในนั้นก็เป็นเพื่อนๆของผู้ตายได้มาแสดงความคิดเห็นว่าเจ้าตัวนั้นเป็นคนดี
ไม่เคยมีเรื่องกับใคร แต่ต้องมาตายด้วยความคึกคะนองของคนไม่กี่คน เสียดายคนดีดีที่ต้องจบชีวิตลงไป
@Kittinui Nagboottam 
เพื่อนผมเองคนนี้ ชื่อเจมเด็กชุมพร ขึ้นมาเรียนสวนนันตั้งแต่ปี1 นิสัยดีมาก แล้วเค้าก็ไม่ใช้เด็กช่างด้วย คนดีๆต้องจากไป
@ชวัลวิทย์ ไชยบุรี
 เพื่อนกุต้องตาย ด้วยเรื่องอะไร ? กุยังจำรอยยิ้มมึงได้อยุ่เลย นะ ไอประธานนักเรียนขี้เกียจ เสียงหัวเราะ เสียงกวนตีน เสียงตะโกน เสียงต่อล้อต่อเถียงอาจารย์ หลับให้สบายนะ


Saturday, June 27, 2015

หวยเด็ด ตรวจหวย หวยซอง หนังสือหวย เลขเด็ด 1/7/58

blogger-image--1504455178

เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศก่อนวันหวยออก กระแสเลขเด็ดยังคงกระจัดกระจายกันไปต่างๆนานา ตามแต่ที่บรรดาเซียนดังจะวิเคราะห์วิจารณ์ ขณะที่ส่วนใหญ่ก็รอเฝ้าติดตามเลขเด็ดของ นายปรีดา พัฒนถาบุตร อดีตรัฐมนตรีหลายสมัย หลังจากงวดเมื่อวันที่ 16 มิ.ย. ได้ทำนายเลข 04 และ 05 ให้ไป กระทั่งตำรวจสังกัด บช.ภ.5 ถูกรางวัลกันหลายนาย

โดยงวดที่จะถึงนี้ พล.ต.ต.นิธิพัฒน์ พัฒนถาบุตร์ ผบก.อก.ภาค 5 บุตรชาย ได้บอกกับคนใกล้ชิดว่า บิดาได้คำนวณตัวเลขออกมาแล้ว เน้นคือ “23” “29“ และ “923“ สร้างความฮือฮาให้กับชาวบ้าน ต่างแห่แหนกันกว้านซื้อเลขดังกล่าวตามแผงค้าจนเกลี้ยงทั่วพื้นที่

โดย พล.ต.ต.นิธิพัฒน์ เปิดเผยว่า ที่จริงงวดนี้ไม่อยากบอกใคร ไม่อยากเป็นข่าว เพราะตอนถูกก็เสมอตัว แต่ถ้าไม่ถูกโดนด่าทันที ส่วนคนที่พอจะรู้ตัวเลขไปบ้างแล้ว ก็ยังขอยืนยันว่าอย่างมงายหรือทุ่มทุนซื้อแบบไม่คิดหน้าคิดหลัง“

ด้าน น.ส.นฤมล ฝืดสูงเนิน อายุ 35 ปี เจ้าของแผงรายใหญ่ย่านถนนหายยาอ.เมือง กล่าวว่า หลังจากให้จำหน่ายในราคาคู่ละ 80 บาท ทำให้ยอดขายลดลงกว่าร้อยละ 20 จึงได้จัดโปรโมชั่นเพื่อดึงดูดลูกค้า โดยถ้ามาซื้อ 1 คู่ จะแถมไข่ไก่ให้ 1 ฟอง ส่วนผู้ที่มาซื้อเกิน 5 คู่ขึ้นไป จะแถมบะหมี่สำเร็จรูป ขณะทีเรื่องเลขดัง ทราบว่าประชาชนจำนวนมากตั้งตารอดูทะเบียนรถยนต์ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่กำลังจะเดินทางมาที่เชียงใหม่ในวันที่ 19 – 30 มิ.ย.“

1092722
1092723


Twitter Delicious Facebook Digg Favorites More